ข้อสอบไทย.
posted on 20 Feb 2010 18:17 by iluvworldทำข้อสอบด้วย มิสซิสคำนวณกล่าว . http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=107&post_id=47851
แนวทางการพิจารณาคุณค่าด้านเนื้อหา
ความหมายของเนื้อหา (Content) คล้ายคลึงกับเนื้อเรื่อง(Story) แต่มีข้อต่างกันดังนี้
เนื้อเรื่อง ของงานประพันธ์ หมายถึงเรื่องราวที่กล่าวไว้ในงานประพันธ์นั้นๆ
เนื้อหา มีความหมายแคบกว่าเนื้อเรื่อง กล่าวคือหมายถึงใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง
การพิจารณาเนื้อหาของงานประพันธ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงหมายถึงการพิจารณาแนวคิด สาระ ค่านิยม ฯลฯ ที่ปรากฏในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้งลักษณะของงานประพันธ์โดยทั่วไป แบ่งตามลักษณะของเนื้อหาออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆคือบันเทิงคดี และสารคดี
บันเทิงคดี เป็นเรื่องที่เนื้อหามุ่งจะเสนอเรื่องราวที่เป็นจินตนาการ เพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก ส่วนความรู้และข้อคิดที่ได้จะมีความสำคัญรองลงมา งานประพันธ์ที่จัดเป็นประเภทบันเทิงคดีได้แก่ นิทาน นิยาย เรื่องสั้นเป็นต้น
สารคดี เป็นเรื่องที่มีเนื้อหามุ่งจะเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นความรู้หรือข้อคิดเป็นหลัก ส่วนความเพลิดเพลินที่ผู้อ่านจะได้รับนั้นมีความสำคัญรองลงมา งานประพันธ์ที่จัดเป็นประเภทสารคดี ได้แก่ บทความ ชีวประวัติ พงศาวดาร เป็นต้น
การพิจารณาคุณค่าวรรณคดีด้านสังคม
แบ่งออกได้ ๒ ลักษณะใหญ่ๆดังนี้ ด้านนามธรรม ได้แก่ ความดี ความชั่วค่านิยมจริยธรรมของคนในสังคมฯลฯ ด้านรูปธรรมได้แก่สภาพความเป็นอยู่วิถีชีวิต การแต่งกายและการก่อสร้างทางวัตถุ ฯลฯ
แนวทางการพิจารณาคุณค่าวรรณคดีต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
วรรณคดีทุกเรื่อง นอกจากจะมีหน้าที่หลัก คือ ให้ความบันเทิงใจแล้ว ยังเป็นอาหารสมองที่สำคัญแก่ผู้อ่านด้วย แม้จุดมุ่งหมายในการแต่งวรรณคดีแต่ละเรื่องจะแตกต่างกัน เช่น การอ่านวรรณคดีประเภทยอพระเกียรติ ย่อมได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้านเมือง อันเป็นเหตุการณ์ตอใดตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์
วรรณคดีประเภทคำสอน เช่น สุภาษิตต่างๆ ย่อมสัมพันธ์กับศาสนา ปรัชญา และจริยศาสตร์เพราะศาสนาเป็นเรื่องของศรัทธาความเชื่อ ปรัชญาเป็นเรื่องของการตรวจสอบประสบการณ์ชีวิต ซึ่งอาจเป็นของกวีเองหรือของสังคมสมัยนั้นๆ ส่วนจริยศาสตร์เป็นสัจธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของคนในสังคม การอ่านวรรณคดีประเภทสุภาษิต จึงได้ประโยชน์ในการได้ศึกษาแนวทางการประพฤติปฏิบัติ ที่ทำให้ผู้อ่านได้เห็นสัจธรรมอันเป็นที่ยอมรับกันมาแล้วในสังคม ในขณะที่เราอ่าน
วรรณคดีประเภทนี้ เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสอนโดยตรง และผู้อ่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน ทั้งนี้เพราะความแตกต่างกันในเรื่องวัยวุฒิ คุณวุฒิและประสบการณ์ต่อเมื่อเราได้ผ่านประสบการนั้นๆบ้าง ผู้อ่านจะเห็นคุณค่าของภาษิตต่างๆ
การอ่านวรรณคดีประเภทสุภาษิตสามมารถตีความและสรุปเป็นแง่คิดได้เกือบทุกส่วน ผู้เขียนจะสื่อสารถึงผู้อ่านโดยตรง โดยไม่ผ่านตัวละคร หรือพฤติกรรมตัวละครเหมือนวรรณคดีประเภทอื่นๆ ดังนั้น เมื่อถึงอ่านเรื่องใดก็สามารถทำความเข้าใจและสรุปให้จบเป็นเรื่องๆได้ .
สรุปเรื่อง หัวใจชายหนุ่ม
ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เกี่ยวกับผู้ทรงพระราชนิพนธ์
- เป็นบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๖ ทรงใช้นามปากกาว่า “รามจิตติ”
- ทรงเป็นโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามเดิม คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
- ทรงได้รับสามัญญา ว่า พระมหาธีระราชเจ้า แปลว่า นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่
- ทรงคัดเลือกจดหมายฉบับที่น่าอ่าน ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต ซึ่งเป็นหนังสือพืมพ์รายสัปดาห์
ลักษณะการแต่ง บันเทิงคดี โดยใช้การเขียนจดหมายเล่าเรื่องเป็นตอนๆต่อเนื่องกันไป เป็นจด ๑๘ ฉบับ
เรื่องย่อ นาย ประพันธ์เป็นนักเรียนนอกเรียนจบจากอังกฤษ มีความนิยมวัฒนธรรมผรั่ง ชื่นชมผู้หญิงสมัยใหม่จนได้แต่งงานกับผู้หญิงทันสมัย ที่ขาดคุณสมบัติขิงภรรยาที่ดี ชีวิตประสบอุปสรรคแต่ในที่สุดปัญหาต่างๆก็คลี่คลายไป
ข้อความสำคัญของจดหมาย
จดหมายฉบับที่ ๑ เรือโอยามะมะรูในทะเลแดง
- การรักเมืองไทยเปรียบเหมือนรักพ่อแม่แต่การรักเมืองอังกฤษเหมือนรักเมีย
- การเต้นรำเหมือนชีวิตของฉัน เพื่อนๆเคยล้อว่าถ้าฉันไม่เต้นรำนานๆถึงปวดท้อง
- การเต้นรำมาสู้สำคัญเท่าเรื่องที่ไม่ได้กอดผูหญิงนั่นแหละ ถ้าไม่มีการเต้นรำ เราจะวิ่งไปกอดเขาดื้อๆใครเขาจะยอม
- ในเมืองไทยยังมีคนครึอยู่มาก ที่ชอบเก็บลูกสาวไม่ให้พบเห็นผู้ชาย
- ฉันแทบอยากจะพาเอาลีลี่เข้าไปเสียด้วยแล้ว แต่นึกสงสารหล่อนที่จะต้องไปตกในหมู่คน “อันศิวิไลช์” จะทนทานไม่ไหว
จดหมายฉบับที่ ๔ บ้านที่หัวลำโพง
- ฉันต้องไหว้คนมาเสียมากต่อมากจนนับไม่ถ้วน ฉันแทบจะลงรอยท่ป็นท่าประณมอยู่
เสมอป็นแล้วและหลังก็เกือบจะโค้งเพราะคำนับคนไม่ได้หยุด
- ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของคุณพ่อ คือ อยากให้ฉันเข้ารับราชการในราชสำนัก แต่ผู้ที่
ต้องการสมัยนี้มันมีมากมายจนเหลือตำแหน่ง
- ฉันบอกว่าจะลองประกอบอาชีพค้าขายดูบ้างแต่คุณพ่อไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น ท่านว่า
ค้าขายไม่มีหนทางที่จะเป็นใหญ่เป็นโตต่อไปได้
- ฉันได้ไปเรียนมาจากยุโรป..จะแต่งงานแบบคลุมถุงชนไม่ได้เลย
- กรุงเทพฯหาที่เที่ยวยากเพราะขาดเร็สตอรังศ์และโรงละครดีๆ
จดหมายฉบับที่ ๕ ถนนหัวลำโพง
- ในที่สุดฉันเป็นอันได้เข้ารับราชการในกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์
- ฉัน ไปดูตัวแม่กิมเน้ยแล้วหน้าตาหล่อนเหมือนนางชุนฮูหยิน ตายาว หลังตาชั้นเดียว ผิวขาวดี ใช้เสื้อผ้าดีถูกแฟชั่นแต่แต่งเครื่องเพชรมากไป
- ราย ที่ฉันเล่ามาในจดหมายว่าได้เห็นที่โรงพัฒนากรนั้น ได้สืบสาวว่าหล่อนชื่ออุไร ได้ข่าวว่าหล่อนเป็นผู้หญิงสมัยใหม่แท้ ไม่หดหู่กลัวผู้ชาย
- ถ้าได้รู้จักผู้หญิงอย่างเช่นแม่อุไรแล้วจะทำให้ฉัยค่อยวายค่อยวายคิดถึงเมืองอังกฤษได้และจะทำให้ชีวิตเป็นของน่าดำรงอีกด้วย
- หล่อนจะพอใจในตัวฉันหรือไม่ก็ยังไม่รู้ได้ เพราะหล่อนเป็นผู้ที่มีชายตอมมานานแล้ว
จดหมายฉบับที่ ๖ ถนนหัวลำโพง
- นึกๆ ก็น่าประหลาดอยู่ที่ในเมืองเรานี้พี่น้องจูบกันไม่ได้เหมือนอย่างฝรั่งเขา แต่นึกไปอีกทีก็เห็นว่าห้ามไว้ดีกว่า ของฝรั่งเขาพี่น้องแต่งงานกันไม่ได้ แต่ของเราเป็นผัวเมียกันได้เท่ากับไม่ได้เป็นญาติกัน
- ฉันได้เห็นอย่างแน่นอนว่าหล่อน “ปอปูลาร์”ปานใด หล่อนราวกับดวงไฟที่มีตัวแมลงบินตอมว่อนอยู่ หล่อนได้ยอมให้ฉันพาเที่ยวทุกคืน เต้นรำด้วยกัน กิน “สัปเป้อร์”ด้วยกันทุกคืน คนอื่นๆพากันริษยาฉันเป็นแถว
- หล่อนเป็นผู้หญิงที่งามที่สุดของฉันได้พบในกรุงสยาม ไม่ใช่งามแต่รูปทั้งกิริยาก็งามยวนใจ พูดก็ดีและเสียงเพราะราวกับเพลงดนตรี
- นึกถึงชุนฮูหยินที่คุณพ่ออยากได้เป็นลูกสะใภ้นัก หล่อนแต่งตัวไปเสียเพียบเพื่อ “โช” คน พราวทั้งตัวราวกับหุ่นที่เขาติดของสำหรับขาย
จดหมายฉบับที่ ๙ หัวหิน
- การ แต่งงานของฉันหาได้เป็นไปโดยสมปรารถนาทุกประการไม่ แต่ข้อสำคัญคือว่าได้แต่งงานกันแล้ว ทำให้ค่อยโล่งใจไปมากเพราะตามที่เป็นอยู่ก็แต่ก่อนรู้สึกว่ามันไม่งดงามเลย
- ท่านไม่อยากได้แม่อุไรมาเป็นลูกสะใภ้ โดยรังเกียจว่าได้เคยรู้จักมักคุ่นกับผู้ชายมาหลายคนแล้ว ที่บ้านนั้นใช้คำเรียกว่า “โรงเรียนฝึกหัดเจ้าชู้”
- ในที่สุดฉันต้องบอกท่านว่า “ถ้าจะให้คอยอีกปีหนึ่งละก็คุณพ่อต้องได้หลานเสียนั้นแล้ว” ท่านตะลึงเป็นครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “ เมื่อเจ้าได้ชิงสุกก่อนห่ามเสียเช่นนั้นแล้ว พ่อก็สิ้นพูด”
- เมื่อแต่งงานแล้วได้ตกลงมา “ฮันนี่มูน” ที่หัวหิน แม่อุไรว่าเราเริ่มรักกันจริงจังที่หัวหิน แต่ฤดูนี้คนไม่ค่อยมากัน ออกจะเงียบๆอยู่
จดหมายฉบับที่ ๑๑ บ้านถนนสี่พระยา
- “บ้าน!”คำนี้ที่จริงควรเป็นคำไพเราะที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่อนิจจาฉันเป็นคนอาภัพ ไม่ได้รับความสบายกายสบายใจด้วยคำว่า “บ้าน” นี้เลย
- ถ้าขืนอยู่ที่เพชรบุรีต่อไปอีกสองหรือสามวันก็คงต้องอายขอายหน้าเขาเป็นแน่ ชาวเพชรบุรีคงได้เห็นฉันกับเมียวิวาทกันกลางเมือง
- แม่อุไรเมียรักของฉัน เขาดูเหมือนจะถือคติตรงกันข้าม คือเห็นว่าถ้าโกรธผัวได้ต่อหน้าเป็นเกียรติยศดี
- เมื่อ มาถึงสถานีไม่มีผู้มารับเลยจนคนเดียว ทำให้แม่อุไรโกรธและบ่นไม่รู้จบพูดจาแดกดันจนฉันขอไว้เพราะการทะเลาะต่อหน้า คนแจวเรือจ้างดูไม่เป็นการงดงามเลย
- เสียใจที่ดิฉันเป็นลูกผู้ดี ไม่เคยต้องยกต้องขนของอะไรเอง
จดหมายฉบับที่ ๑๒ บ้านที่ถนนสี่พระยา
- จริงอยู่การที่ฉันหย่ากับแม่อุไรได้ถูกบางคนนินทาติโทษ แต่ฉันถือคติว่าการแต่งงานเป็นกิจส่วนตัว ไม่มีผู้ใดมารับสุขรับทุกข์แทนได้
- ฉันเห็นว่าการที่ฉันคงเป็นผัวหญิงที่ไม่ด้อยู่ในบ้านฉันและไปอยู่ที่บ้านชายอื่นนั้น เป็นการหน้าด้านพ้นวิสัยจะทำได้
- เขาตกลงหาบ้านให้แม่อุไรที่ราชประสงค์ เขาได้เงินเดือน ๗๐๐ บาท มีบ้าน๒หลัง เมีย๘คน ม้า๔ตัว เล่นกีฬาและเลี้ยงเพื่อนฝูงบ่อยๆเก่งไหม?
- ฉันได้ย้ายตำแหน่งมาเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์
- ส่วน ทางเสือป่า ฉันได้เข้าไปประจำอยู่กรมม้าหลวงแล้ว การที่เคยฝึกหัดในกองฝึกหัดนายทหารที่อ๊อกฟอร์ดนั้นเป็นผลดีแก่ฉันทีเดียว นได้เป็นผู้รั้งผู้บังคับบัญชาหมวดผู้๑ และได้เลื่อนยศเป็นนายหมู่เอก
จดหมายฉบับที่ ๑๕ กรมเสือป่าม้าหลวง ร.อ.พระราชวังสนามจันทร์
- มีการเต้นรำของกระทรวงต่างประเทศ พระยาตระเวนพาลูกสาวไปแต่ไม่ได้พาแม่อุไรไปด้วยเพราะยังไม่ได้เป็นผัวเมีย “โดยทางราชการ”
- งานฤดูหนาวพระยาตระเวนเดินดวงอยู่กับแม่สร้อยโดยมาก ส่วน แม่อุไรคงนึกแค้นไม่น้อยเพราะเขาถือตัวว่า เป็นผู้หญิงงามลัยั่วยวนมากที่สุดในเมืองไทยและเชื่อว่าจะผูกใจอันรวนเรของ พระยาตระเวนไว้ได้
- หล่อนคงเห็นชอบตามสุภาษิตอังกฤษว่า “ขนมปังครึ่งก้อนยังดีกว่าไม่มีเลย”
- ความจริงมีอยู่ว่าผู้ชายใดยิ่งมีชื่อเสียงเป็นนักเลงผู้หญิงมักก็ยิ่งหาเมียง่าย
- เมื่อ ไรผู้หญิงไทยที่ดีๆพร้อมใจกันตั้งกติกาไม่ยอมเป็นเมียคนที่เลี้ยงผู้หญิงไว้ อย่างเลี้ยงไก่เป็นฝูงๆเท่านั้นแหละ ผู้ชายพวกมักมากในกามซึ่งจะต้องกลับความคิดและเปลี่ยนความประพฤติ
จดหมายฉบับที่ ๑๗ บ้านที่ถนนสี่พระยา
- ฉันมีความยินดีที่ฉันได้เลื่อนยศเป็นนายหมู่ใหญ่ขึ้นแล้ว นับว่าได้ขึ้นเร็วเกินกว่าที่ฉันเองคาดหมาย
- หล่อนแต่งตัวเรี่ยม เสื้อแพรสีชมพูบางๆนุ่งซิ่นไหมสีชมพู ประดับเครื่องเพชร พลอยพองาม แต่ผัดหน้ามากไปสักหน่อย
- คุณหลวงจะลงโทษอย่างไรดีฉันยอมรับทุกอย่าง ขอแต่ให้มีความกรุณาต่อดิฉันผู้เป็นสัตว์ผู้ยากเท่านั้น
- พระยา ตระเวนต้องการบ้านที่ราชประสงค์สำหรับแม่สร้อยเมียรักเขาอยู่ เขาจึงขอให้แม่อุไรไปอยู่ที่อื่น บ้านก็ไม่มีจะอยู่ เงินทองก็ไม่มีใช้สอย
- หล่อน ได้ขุดอู่ตามใจตนเองแล้ว เมื่อนอนในอู่นั้นไม่สบายจะโทษใครได้ การที่หล่อนกับฉันจะกลับคืนดีกันใหม่นั้น ฉันไม่แลเห็นหนทางที่จะเป็นไปได้
จดหมายฉบับที่ ๑๘ บ้านที่ถนนสี่พระยา
- ฉันต้องรีบบอกข่าวดีให้ทราบ แม่อุไรตกลงแต่งงานกับหลวงพิเศษผลพานิช พ่อค้ามั่งมี ซึ่งนับว่าโชคดีสำหรับหล่อน
- หลวงพิเศษนั้นรูปร่างไม่ใช่เทวดาถอดรูป แต่หวังใจว่าคงจะเข้าลักษณะขุนช้างคือ
“ถึงรูปชั่วใจช่วงเหมือนดวงเดือน” ถึงใจไม่ช่วงเขาก็มีเงินพอที่จะซื้อความสุขให้แม่
อุไรได้
- ฉันขอบอกตรงๆว่า ฉันได้รักผู้หญิงอยู่รายหนึ่งแล้ว ซึ่งฉันหวังว่าจะได้เป็นคู่ชีวิตกันต่อไปโดยยั่งยืนจีรัง
- หล่อน ชื่อนางสาวศรีสมาน เป็นลูกสาวพระยาพิสิฐเสวก ฉันกับหล่อนได้คุ้นเคยพูดจากันเป็นที่ต้องใจแล้ว เจ้าคุณพิสิฐกับคุณพ่อของฉันก็ชอบกันมาก พอพ่อประเสริฐกลับเข้ามากรุงเทพฯก็เตรียมตัวเป็นเพื่อนบ่าวทีเดียวเถิด
สรุปไทยแค่นี้นะเออ :3
edit @ 20 Feb 2010 19:29:59 by " THE NINE9 ''
